Winner Rabbit

Find a Friend Who Love Netherland Dwarf).

  • สำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงการเลี้ยงกระต่ายเชิงพาณิชย์, นักวิชาการ, สัตวแพทย์ หรือนักวิจัยด้านสัตวศาสตร์ การเข้าถึงข้อมูลงานวิจัยที่ทันสมัยและน่าเชื่อถือคือหัวใจสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเมื่อพูดถึงวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่เน้นเรื่องกระต่ายโดยเฉพาะ ชื่อของ World Rabbit Science จะต้องขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ

    บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่า World Rabbit Science คืออะไร และนำเสนอข้อมูลด้านใดบ้าง เพื่อให้คุณเข้าใจถึงความสำคัญและประโยชน์ของแหล่งความรู้นี้

    World Rabbit Science คืออะไร?

    World Rabbit Science คืออะไร? เจาะลึกวารสารวิชาการเพื่อคนในวงการกระต่าย
    World Rabbit Science คืออะไร? เจาะลึกวารสารวิชาการเพื่อคนในวงการกระต่าย

    World Rabbit Science คือวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-Reviewed) จัดพิมพ์โดย สมาคมวิทยาศาสตร์กระต่ายโลก (World Rabbit Science Association – WRSA) ร่วมกับสำนักพิมพ์ UPV Press (Universitat Politècnica de València) ประเทศสเปน วารสารนี้ถือเป็นแหล่งข้อมูลชั้นนำที่รวบรวมและเผยแพร่งานวิจัยต้นฉบับคุณภาพสูงที่เกี่ยวข้องกับทุกแง่มุมของกระต่าย โดยเฉพาะกระต่ายสายพันธุ์ยุโรป (Oryctolagus cuniculus)

    จุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือ World Rabbit Science เป็นวารสารแบบ Open Access หมายความว่าบทความวิจัยทั้งหมดที่ตีพิมพ์สามารถเข้าถึงและดาวน์โหลดได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยให้ความรู้กระจายไปสู่วงกว้างทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว

    ขอบเขตเนื้อหาและงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน World Rabbit Science

    วารสารนี้ครอบคลุมหัวข้อการวิจัยที่หลากหลายและลึกซึ้งเกี่ยวกับชีววิทยาและการผลิตกระต่าย โดยสามารถแบ่งออกเป็นหมวดหมู่หลักๆ ได้ดังนี้

    1. พันธุศาสตร์และการปรับปรุงพันธุ์ (Genetics and Breeding)

    • การวิเคราะห์ลักษณะทางพันธุกรรมของกระต่ายสายพันธุ์ต่างๆ
    • การคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง (เนื้อ, ขน)
    • การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์สายพันธุ์กระต่ายพื้นเมือง
    • การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการปรับปรุงพันธุ์

    2. โภชนาการและอาหารสัตว์ (Nutrition and Feeding)

    • การประเมินคุณค่าทางโภชนาการของวัตถุดิบอาหารสัตว์ชนิดใหม่ๆ
    • การศึกษาความต้องการสารอาหารของกระต่ายในแต่ละช่วงวัย (พ่อแม่พันธุ์, ลูกกระต่าย, กระต่ายขุน)
    • ผลกระทบของสารเสริมในอาหาร (Probiotics, Prebiotics, เอนไซม์) ต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพ
    • สรีรวิทยาของระบบทางเดินอาหารและการย่อยได้ของอาหาร

    3. ระบบการผลิตและการจัดการฟาร์ม (Production Systems and Management)

    • การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของระบบการเลี้ยงแบบต่างๆ (เช่น การเลี้ยงบนพื้น, การเลี้ยงในกรง)
    • การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรือนเพื่อลดความเครียดจากความร้อน
    • เทคนิคการจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการสืบพันธุ์
    • การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ของฟาร์มกระต่าย

    4. สุขภาพ, พยาธิวิทยา และโรคติดเชื้อ (Health, Pathology, and Diseases)

    • การศึกษาโรคที่สำคัญในกระต่าย เช่น โรคบิด, โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ
    • การพัฒนาวัคซีนและวิธีการป้องกันโรค
    • ผลกระทบของโรคต่อประสิทธิภาพการผลิต
    • การใช้ยาและการจัดการด้านสัตวแพทย์

    5. สวัสดิภาพสัตว์และพฤติกรรม (Welfare and Ethology)

    • การประเมินสวัสดิภาพสัตว์ในระบบการเลี้ยงต่างๆ
    • การศึกษาพฤติกรรมตามธรรมชาติของกระต่าย (เช่น พฤติกรรมของแม่กระต่าย, พฤติกรรมทางสังคม)
    • การพัฒนาระบบการเลี้ยงที่ส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์

    6. คุณภาพเนื้อและผลิตภัณฑ์ (Meat Quality and Rabbit Products)

    • การวิเคราะห์องค์ประกอบและคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อกระต่าย
    • ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพซาก (เช่น สายพันธุ์, อาหาร, อายุ)
    • เทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อกระต่าย

    World Rabbit Science เป็นแหล่งข้อมูลที่ทรงคุณค่าสำหรับ

    • นักวิจัยและนักวิชาการ ในสาขาสัตวศาสตร์, สัตวแพทยศาสตร์ และชีววิทยา
    • นิสิตนักศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษาที่ทำวิจัยเกี่ยวกับกระต่าย
    • สัตวแพทย์ ที่ดูแลฟาร์มกระต่าย
    • ผู้ประกอบการและผู้จัดการฟาร์มกระต่าย ที่ต้องการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาปรับปรุงฟาร์ม
    • นักโภชนาการอาหารสัตว์ ที่พัฒนาสูตรอาหารสำหรับกระต่าย
    • ผู้กำหนดนโยบาย ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์

    World Rabbit Science ไม่ใช่แค่วารสารวิชาการ แต่เป็นชุมชนแห่งความรู้ระดับโลกสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและการผลิตกระต่าย ด้วยมาตรฐานการตีพิมพ์ที่เข้มงวด, เนื้อหาที่ครอบคลุม และการเป็นวารสารแบบเปิด (Open Access) ทำให้วารสารนี้เป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับใครก็ตามที่ต้องการข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับกระต่ายที่ทันสมัย, ลึกซึ้ง และน่าเชื่อถือที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก

    Read More :

    งานกระต่าย 2025 ดูประกวด ซื้อของใช้กระต่ายได้ที่ไหนบ้าง?

    เปิดฟาร์มกระต่าย ต้องจดทะเบียนอะไรบ้าง?

    อาหารที่กระต่ายไม่ควรกินเด็ดขาด มีอะไรบ้าง

  • งานกระต่าย (Rabbit Show) สำหรับดูการประกวดจากสมาคมฯ หรือห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่จัดแสดงโชว์ จัดขึ้นปีละ 4- 6 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นงาน American Rabbit Show หรือ Pet Expo สำหรับใครที่กำลังต้องการพาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่นดูกระต่ายสวยๆ หรือช้อปปิ้งของใช้กระต่าย มาดู Schedule เตรียมตัววางแผนไว้ ไม่ควรพลาดในปี 2025 นี้ และปีต่อๆ ไป

    1. American Rabbit Show จัดที่ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ (เมษายน)

    American Rabbit Show จัดโดย Rabbit Breeder Associations (Thailand) – RBA มักจัดช่วงเดือนเมษายน หรือช่วงปิดเทอมแรกของปี ซึ่งมีการประกวดจากฟาร์มใหญ่ๆ และฟาร์มใหม่ๆ เอากระต่ายมาเปิดตัว หากใครได้สมัครจดทะเบียนฟาร์มแล้ว ก็สามารถมาร่วมงานนี้เพื่อเป็นการเดบิ้วต์เปิดตัวกระต่ายรูปลักษณ์ใหม่ๆ ได้

    2. Pet Expo Thailand ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (พฤษภาคม)

    งาน Pet Expo ครั้งที่ 1 ของปีจัดในช่วงเดือนพฤษภาคมของแต่ละปี โดย N.C.C. Management & Development Co., Ltd. ฟาร์มต่างๆ มักเอากระต่าย Junior และ Senior มาประกวด พร้อมกับร้านค้าผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์ต่างๆ ทั้งสุนัข แมว สัตว์ Exotic ก็มีให้เลือกช้อปเพียบ แค่ไปเดินดูก็สนุกแล้ว

    3. Pet Expo Championship ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (กรกฎาคม)

    ถือเป็นงาน PET EXPO ครั้งยิ่งใหญ่กลางปี ที่หลายฟาร์มนำกระต่ายมาประกวด กระต่ายที่อายุยังไม่ถึงรอบประกวดรอบแรก ก็สามารถนำมาร่วมงานครั้งนี้ได้ และถือเป็นการพบปะเพื่อนฝูงคนเลี้ยงกระต่าย ได้เดินเล่นเช็คอินกันอย่างสนุกสนาน

    นอกจากนี้ยังมีงานย่อยๆ ที่จัดโดยผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสัตว์ หรือฟาร์มกระต่ายต่างๆ หากคุณรับทราบข่าวสารงานประกวดกระต่ายใหม่ๆ ที่ไหน ก็เอามาบอกแอดมินที่ “เจอพิกัด” บ้างนะคะ

    Read More :

  • กระต่ายเป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นรองสุนัขและแมว เพราะกระต่ายเป็นสัตว์ตามธรรมชาติที่เพิ่งถูกนำมาพัฒนาสายพันธุ์ให้เป็นสัตว์เลี้ยงได้ไม่นานนัก ในอดีตกระต่ายมักถูกล่า และเป็นอาหาร มากกว่าการนำมาเป็นเพื่อนรู้ใจเลี้ยงไว้ในบ้านหรือห้องนอน

    หากคุณมีใจรักในการเปิดฟาร์มกระต่ายสายพันธุ์ประกวด เริ่มต้นทำฟาร์มกระต่ายครั้งแรกต้องจดทะเบียนอะไรบ้าง? และต้องมีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กี่ตัว บทความนี้มีคำตอบค่ะ!

    เปิดฟาร์มกระต่าย ประกวด ต้องใช้อะไรบ้าง?

    เมื่อแรกเริ่มที่เพิ่งเข้ามาทำความรู้จักกับกลุ่มผู้เลี้ยงกระต่าย บางคนก็แนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นฟาร์ม แค่มีพื้นที่เลี้ยง มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ และสามารถออกใบเพ็ดดีกรี ก็สามารถเปิดฟาร์มกระต่ายจำหน่ายได้! ซึ่งการเลี้ยงกระต่ายขายในลักษณะฟาร์มกระต่าย ก็เหมือนกับธุรกิจอื่นๆ ที่มีสมาคม และการดูแลจากผู้มีความรู้ เพื่อกระจายข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับ การเลี้ยงดู พฤติกรรม อุปนิสัย การรักษาสายพันธุ์ รวมไปถึง การได้รับคำแนะนำจากกูรูที่รู้เรื่องการดูแลกระต่ายครบวงจร

    เลี้ยงกระต่ายประกวด

    การเปิดฟาร์มกระต่ายในประเทศไทยควรสมัครเป็นสมาชิกสมาคมผู้เพาะพันธุ์กระต่าย – Rabbit Breeder Association – RBA ซึ่งม่ค่าใช้จ่าย 1,000 บาท ต่อปี ต้องมีพ่อพันธุ์ที่มีใบเพ็ดดีกรี และมีอายุ 5 เดือนขึ้นไปอย่างน้อย 2 ตัว และมีตัวเมียที่อายุ 8 เดือนขึ้นไปอย่างน้อย 5 ตัว โดยต้องเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่มีสายพันธุ์เดียวกัน และต้องเป็น 1 ใน 53 สายพันธุ์ที่ได้รับการรับรองจาก ARBA ด้วย สิทธิที่จะได้รับจากการประกวด มีดังนี้

    การเป็นสมาชิกฟาร์มนั้นคุ้มค่ามากๆ ค่ะ เพราะคุณจะได้รับการสนับสนุนแบบครบวงจรจากผู้เชี่ยวชาญเลย:

    ✅ ออกใบรับรองฟาร์ม ให้ เพื่อยืนยันมาตรฐาน ✅ สิทธิ์เหมาประกวด: ได้รับสิทธิ์ในการ เหมาประกวด ทุกงานประกวดของ RBA (สำหรับคนสายประกวดคือที่สุด!) ✅ ส่วนลดค่าสมัครประกวด: หากไม่ได้เหมาประกวด ก็ยังได้ ส่วนลด 100 บาท/ตัว/โชว์ ✅ เข้าร่วมสัมมนาฟรี! ทุกครั้งที่สมาคมจัด ในรอบปีสมาชิก ✅ Rabbit Farm Consulting: ได้รับคำปรึกษาแบบตัวต่อตัวในการพัฒนากระต่ายตามมาตรฐานสายพันธุ์จาก ผู้เชี่ยวชาญประจำสายพันธุ์ ของสมาคมแบบออนไลน์ 4 ครั้ง/ปี✅ ปรึกษาออนไลน์ 24 ชม.: สอบถามเรื่องพื้นฐานในการทำฟาร์ม การเพาะพันธุ์ หรือเรื่องยีนสี/เกณฑ์การประกวด ได้ตลอด 24 ชม. โดยทีมงานของสมาคม

    Read More :

  • มี๊สายเปย์ ที่ป้อนเม็ดๆ พรีเมี่ยม อยากให้เด็กๆ รักและหลง คงรู้จักกับอาหารกระต่ายยี่ห้อนี้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ “โฮ๊ปอาร์ฮาล เนเจอร์คอนเนกชั่น (Hope Arharn Natureconnection) สูตรทานได้ทุกวัยทุกสายพันธุ์” โดยเฉพาะคนที่เลี้ยงกระต่ายประกวด อยากได้บอดี้ และโครงสร้างที่แข็งแรง มักมองหาอาหารกระต่ายคุณภาพ ซึ่งตกกิโลกรัมละ 298 บาท และมีโปรโมชั่นซื้อ 3 ห่อ ในราคาพิเศษ 6XX บ. เท่านั้น

    รู้จัก "โฮ๊ปอาร์ฮาล"​ อาหารกระต่ายจากฟาร์มมายล กินได้ทุกสายพันธุ์

    Click Order >> SHOPEE

    โฮ๊ปอาร์ฮาล เนเจอร์คอนเนกชั่น (Hope Arharn Natureconnection) เป็นอาหารกระต่ายที่เ้นไฟเบอร์ และโปรตีน มีแคลเซียมและไขมัน ด้วยสารอาหารที่ถูกคำนวณมาอย่างสมดุล และผ่านการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ เหมาะกับกระต่ายทุกสายพันธุ์และทุกวัย

    วิธีการให้ Hope Arharn ที่เหมาะสม

    ควรให้อาหาร Hope Arharn ตามสัดส่วน:

    • 25 – 30 กรัม ต่อน้ำหนักตัวกระต่าย 1 กิโลกรัม
      นอกจากนี้ ควรเสริมด้วยหญ้าแห้งสะอาดและน้ำสะอาดอย่างเพียงพอเพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์

    ส่วนผสมหลักที่ทำให้กระต่ายแข็งแรง

    • 🌱 ไฟเบอร์จากธรรมชาติ: ใช้หญ้าทิมโมธี, ออชาร์ด, ไทม์, ออริกาโน่, พาสลีย์ และกุหลาบพนมเปญ ทำให้ได้ไฟเบอร์ทั้งชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ช่วยถนอมลำไส้และลดการดูดซึมน้ำตาลส่วนเกิน
    • 🥦 โปรตีนคุณภาพสูง: มาจากหญ้า, โปรตีนสกัดเข้มข้น และสาหร่าย ดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • 🐟 ไขมันดี: อุดมไปด้วย DHA และโอเมก้า 3, 6, 9 ช่วยบำรุงผิวหนังและเส้นขนให้เงางาม
    • 🌿 สารสกัดจากอาติโช้ค: บำรุงและปกป้องตับ ลดปัญหาไขมันพอกตับที่ทำให้ตับทำงานหนัก
    • ⚖️ สมดุลแคลเซียมและฟอสฟอรัส: ลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในไตและถุงน้ำดี

    หัวใจหลักของการเลี้ยงกระต่าย คือให้อาหารที่ดี ส่งเสริมระบบการย่อยอาหาร มีไฟเบอร์ที่ช่วยควบคุมสมดุลระบบทางเดินอาหารของกระต่าย ช่วยส่งเสริมการดูดซึมสารอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาอีกด้วย หากคุณกำลังมองหากระต่ายให้กับกระต่ายแสนรักของคุณ สามารถสั่งซื้อ โฮ๊ปอาร์ฮาลได้ที่ >> SHOPEE | LAZADA | TIKTOK SHOP

    อ่านบทความเกี่ยวกับ “อาหารกระต่าย” :

  • Shobi เป็นกรงกระต่ายที่ได้รับความนิยมสำหรับคนที่เลี้ยงกระต่ายในคอนโด และในบ้านที่ต้องการกรงสวยงาม ดีไซน์โมเดิร์น และทำความสะอาดง่าย ดีไซน์ของ “กรง Shobi” (โชบิ) เรียบหรู ดูดี มาจากประเทศญี่ปุ่น ใช้เลี้ยงกระต่ายทแกสบี้ ชินชิลล่า หรือแม้กระทั่งสุนัขพันธุ์เล็ก แต่ Shobi มีหลายรุ่น บทความนี้จะช่วยเจาะลึกและเปรียบเทียบรุ่นยอดนิยมของกรง Shobi เพื่อให้คุณเลือก “บ้าน” ที่ดีที่สุดและเหมาะกับสัตว์เลี้ยงของคุณ!

    กรง Shobi รุ่นยอดนิยม เลือกให้เหมาะกับสัตว์เลี้ยงของคุณ

    กรง Shobi รุ่นไหนดี? เจาะลึกกรงกระต่ายสัตว์เลี้ยงพันธุ์เล็ก  ต้องรู้!

    กรง Shobi มีการแบ่งรุ่นค่อนข้างชัดเจนตามขนาดและดีไซน์หลัก ๆ ซึ่งแต่ละรุ่นก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ดังนี้:

    1. Shobi รุ่น R81 / R71 (รุ่นยอดนิยมสำหรับกระต่ายและแกสบี้)

    Shobi รุ่น R81 / R71 (รุ่นยอดนิยมสำหรับกระต่ายและแกสบี้)
    Shobi รุ่น R81 / R71 (รุ่นยอดนิยมสำหรับกระต่ายและแกสบี้)
    • จุดเด่น: เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ต้องการพื้นที่ราบ
      • ดีไซน์ทรงเหลี่ยม: เน้นพื้นที่ภายในกรงที่กว้างขวางเป็นพิเศษ จัดวางห้องน้ำและของเล่นได้ง่าย
      • ประตูขนาดใหญ่: มักมีประตูเปิดได้ทั้งด้านบนและด้านหน้า ทำให้การหยิบจับสัตว์เลี้ยงและการทำความสะอาดง่ายมาก
      • การทำความสะอาด: มีถาดรองด้านล่างที่แยกซ้าย-ขวาอิสระ (สำหรับรุ่น R81) ดึงออกทำความสะอาดมูลและฉี่ได้ง่าย
      • เหมาะกับ: กระต่าย แกสบี้ ที่มีขนาดกลางถึงใหญ่
      • ราคาพิเศษ 3,600฿ SHOPEE | LAZADA 

    2. Shobi รุ่น A-RB80 / A-RB100-2 (รุ่นมีชั้นลอย/พื้นที่กว้างพิเศษ)

    Shobi รุ่น A-RB80 / A-RB100-2
    Shobi รุ่น A-RB80 / A-RB100-2
    • จุดเด่น: เน้นความสูงและพื้นที่ใช้สอยแนวตั้ง เหมาะสำหรับสัตว์ที่ชอบปีนป่ายหรือเจ้าของที่มีสัตว์เลี้ยงหลายตัว
      • มีชั้นลอย: รุ่น A-RB80 มักมาพร้อมกับชั้นลอยและบันได เพิ่มพื้นที่ส่วนตัวและการออกกำลังกาย
      • ขนาดใหญ่พิเศษ (Super Big): รุ่น A-RB100-2 เป็นกรงขนาดใหญ่พิเศษ มี 3 ชั้นลอย สามารถเลี้ยงสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กหลายตัว หรือสัตว์ที่ต้องการพื้นที่เยอะเป็นพิเศษ เช่น เฟอเรท, ชินชิลล่า, หรือกระต่ายพันธุ์ใหญ่
      • การใช้งาน: สามารถถอดประกอบได้ มีล้อเลื่อน (พร้อมตัวล็อก) ทำให้เคลื่อนย้ายสะดวก
      • เหมาะกับ: ชินชิลล่า, เฟอเรท, แมว (สำหรับรุ่นใหญ่ 3 ชั้น), กระต่ายพันธุ์ใหญ่
      • สั่งซื้อได้ที่ SHOPEE | LAZADA 

    3. Shobi รุ่น ARB68SA-1 / ARB68SA-2 (รุ่นซี่กรงถี่สำหรับชูการ์ไกลเดอร์/สัตว์เล็ก)

    Shobi รุ่น ARB68SA-1 / ARB68SA-2 (รุ่นซี่กรงถี่สำหรับชูการ์ไกลเดอร์/สัตว์เล็ก)
    Shobi รุ่น ARB68SA-1 / ARB68SA-2 (รุ่นซี่กรงถี่สำหรับชูการ์ไกลเดอร์/สัตว์เล็ก)
    • จุดเด่น: รุ่นนี้ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กที่ตัวเล็กและชอบหนี
      • ซี่กรงถี่ 1 cm: เป็นจุดเด่นสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ ชูการ์ไกลเดอร์ หรือสัตว์เล็กอื่น ๆ หลุดรอดออกมาได้
      • ดีไซน์เน้นความสูง: ทำให้มีพื้นที่ให้สัตว์ปีนป่ายได้อย่างเต็มที่
      • ความแข็งแรง: ซี่กรงค่อนข้างแข็งแรงกว่ากรงทั่วไป และมีตัวล็อกแน่นหนา
      • เหมาะกับ: ชูการ์ไกลเดอร์, กระรอก, และสัตว์ฟันแทะขนาดเล็กที่ต้องการซี่กรงถี่เป็นพิเศษ
      • สั่งซื้อได้ที่ SHOPEE | LAZADA 

    4. Shobi รุ่น R61A / R51A (รุ่นมาตรฐานและกะทัดรัด)

    Shobi รุ่น R61A / R51A (รุ่นมาตรฐานและกะทัดรัด)
    Shobi รุ่น R61A / R51A (รุ่นมาตรฐานและกะทัดรัด)
    • จุดเด่น: เป็นรุ่นขนาดมาตรฐานที่คุ้มค่า เหมาะสำหรับกระต่ายหรือแกสบี้วัยเด็ก หรือการใช้งานในพื้นที่จำกัด
      • ราคาเข้าถึงง่าย: มักมีราคาที่ไม่สูงเท่ารุ่นใหญ่ แต่ยังคงคุณภาพเหล็กอบสีอีพร็อกซี่ที่แข็งแรง
      • ลูกกรงแข็งแรง: เน้นโครงสร้างที่แข็งแรงทนทาน ทำความสะอาดง่าย
      • เหมาะกับ: กระต่ายหรือแกสบี้วัยเด็ก, สัตว์เลี้ยงขนาดเล็กที่ไม่ต้องการพื้นที่วิ่งเล่นมากนัก
      • สั่งซื้อได้ที่ SHOPEE | LAZADA 

    ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติเด่นของกรง Shobi

    รุ่นที่แนะนำเหมาะสำหรับขนาด (โดยประมาณ)จุดเด่นที่ต้องพิจารณา
    R81กระต่าย/แกสบี้ (ขนาดกลาง-ใหญ่)กว้าง 82 x ลึก 55 x สูง 66 ซม.ทรงเหลี่ยม ประตูใหญ่ ทำความสะอาดง่าย มีถาดรองแยกซ้าย-ขวา
    A-RB100-2กระต่ายพันธุ์ใหญ่/แมว/เฟอเรท (หลายตัว)ขนาดใหญ่พิเศษกรง 3 ชั้นลอย เน้นพื้นที่แนวตั้ง มีล้อเลื่อน
    ARB68SA-1/2ชูการ์ไกลเดอร์/สัตว์เล็กกว้าง 68 x ลึก 45 x สูง 60 ซม. (โดยประมาณ)ซี่กรงถี่ 1 cm ปลอดภัยสำหรับสัตว์ที่ตัวเล็กมาก
    A-RB80กระต่าย/ชินชิลล่าขนาดกลาง มีชั้นลอยมีชั้นลอยในตัว ประตูกว้าง ดีไซน์สวย

    ข้อแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ใช้งานจริง

    จากรีวิวของผู้ใช้งานกรง Shobi ส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันในเรื่องเหล่านี้:

    1. ความแข็งแรงและทนทาน: เหล็กอบสีอีพร็อกซี่ทำให้กรงมีความแข็งแรงและทำความสะอาดง่าย ไม่เป็นสนิมง่ายเหมือนกรงทั่วไป
    2. การทำความสะอาด: รุ่นที่มีถาดลิ้นชักดึงออกมาล้างได้ง่าย เป็นจุดที่ผู้ใช้ชื่นชอบมากที่สุด
    3. ดีไซน์: กรง Shobi มักมีสีสันสวยงาม (เช่น ชมพู ฟ้าคราม) และดีไซน์ที่ดูมินิมอล เหมาะสำหรับวางในบ้านที่ต้องการความสวยงาม

    ข้อควรระวัง: สำหรับกรงที่มีชั้นลอย ควรตรวจสอบวัสดุปูพื้นให้ดี หากเป็นพื้นลวด ควรหาแผ่นรองหรือเสื่อมาปูทับ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหา ฝ่าเท้าอักเสบ (Sore Hocks) ในสัตว์เลี้ยงกลุ่มกระต่ายหรือแกสบี้

    กรง Shobi รุ่นไหนดีที่สุด?

    • สำหรับกระต่าย/แกสบี้ทั่วไป: เลือก Shobi รุ่น R81 คุณจะได้กรงที่กว้างขวาง ทำความสะอาดง่าย และประตูใหญ่ใช้งานสะดวก
    • สำหรับชูการ์ไกลเดอร์และสัตว์เล็กที่ต้องซี่ถี่: ต้องเลือก Shobi รุ่น ARB68SA ที่มีซี่กรงห่างเพียง 1 ซม. เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
    • สำหรับบ้านที่มีสัตว์หลายชนิด/ต้องการพื้นที่มาก: เลือก Shobi รุ่น A-RB100-2 ซึ่งเป็นกรงขนาดใหญ่พิเศษและมีถึง 3 ชั้น

    การเลือกกรงที่เหมาะสมคือการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับความสุขและสุขภาพของสัตว์เลี้ยง เพราะพวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในนั้น หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า Shobi รุ่นไหนคือคำตอบสำหรับ “บ้านใหม่” ของลูก ๆ สี่ขาของคุณ!

    Shobi ถือว่าเป็นกรงกระต่ายที่มีดีไซน์มาตรฐาน ให้ผู้เลี้ยงวางแผนการจัดวาง และการทำความสะอาดได้อย่างสะดวก หากคุณต้องการ สั่งซื้อพลาสติกรองกรง กดสั่งได้ที่นี่

    อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

  • การให้อาหารกระต่ายเป็นเรื่องง่าย แต่การให้อาหารที่ถูกต้องนั้นสำคัญยิ่งกว่า เพราะกระต่ายมีระบบย่อยอาหารที่บอบบางและแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงทั่วไป อาหารบางอย่างที่ดูเหมือนไม่เป็นอันตรายสำหรับเรา กลับสามารถส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพของกระต่ายได้ บทความนี้ได้รวบรวม อาหารที่กระต่ายไม่ควรกินเด็ดขาด พร้อมอธิบายเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และแนวทางการให้อาหารที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณเป็นเจ้าของที่สามารถปกป้องกระต่ายจากอันตรายที่มองไม่เห็น

    อาหารต้องห้าม อันตรายที่อาจถึงชีวิต

    อาหารบางชนิดมีสารพิษหรือส่วนประกอบที่กระต่ายไม่สามารถย่อยได้ ทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากคุณกำลังเลี้ยงกระต่าย ต้องจดจำรายการอาหารต่อไปนี้ให้ขึ้นใจ

    1. ช็อกโกแลต (Chocolate) และขนมหวานทุกชนิด: ช็อกโกแลตมีสาร ธีโอโบรมีน (Theobromine) ซึ่งเป็นสารพิษต่อกระต่ายและสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่ รวมถึงคาเฟอีนในปริมาณสูงที่อาจทำให้เกิดอาการชัก หัวใจเต้นเร็ว และเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ขนมหวานอื่นๆ เช่น ลูกอม คุกกี้ หรือไอศกรีม ยังมีน้ำตาลสูงเกินไป ทำให้ระบบย่อยอาหารของกระต่ายแปรปรวน และเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานได้

    อาหารอะไรที่กระต่ายไม่ควรกิน : ช็อกโกแลต

    2. อะโวคาโด (Avocado): ผลไม้ชนิดนี้มีสาร เพอร์ซิน (Persin) ซึ่งเป็นสารพิษต่อกระต่าย ทำให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรง หัวใจวาย และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีความมันสูง ทำให้กระต่ายมีน้ำหนักเกินได้ง่าย

    อาหารอะไรที่กระต่ายไม่ควรกิน : อะโวคาโด้ (Avocado)

    3. ขนมปัง (Bread) และผลิตภัณฑ์จากธัญพืชแปรรูป: ขนมปัง ข้าวโอ๊ต ซีเรียล และอาหารที่มีแป้งสูงอื่นๆ ไม่ได้เป็นพิษโดยตรง แต่จะทำให้เกิดปัญหาในระบบทางเดินอาหารอย่างรุนแรง เพราะกระต่ายมีระบบย่อยอาหารที่ออกแบบมาเพื่อย่อยไฟเบอร์จากหญ้า ไม่ใช่คาร์โบไฮเดรตจากแป้ง อาหารเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเสีย หรือภาวะ Stasis (ภาวะลำไส้หยุดทำงาน) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

    4. ผลิตภัณฑ์จากนมและเนื้อสัตว์: กระต่ายไม่สามารถย่อยนมได้ และไม่ควรกินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิด เพราะพวกมันเป็นสัตว์กินพืชโดยสมบูรณ์ หากได้รับอาหารเหล่านี้จะทำให้เกิดปัญหาในระบบย่อยอาหารอย่างรุนแรง

    5. พืชผักบางชนิด: แม้จะเป็นสัตว์กินพืช แต่ไม่ใช่ผักทุกชนิดที่ปลอดภัยสำหรับกระต่าย ตัวอย่างผักที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หัวหอม กระเทียม มันฝรั่ง ผักตระกูลกะหล่ำปลีในปริมาณมาก และผักตระกูลพริกไทยบางชนิด เพราะอาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร หรือมีสารพิษได้

    ผลกระทบต่อสุขภาพเมื่อกินอาหารที่ไม่เหมาะสม

    การให้อาหารที่ไม่ถูกต้องไม่ได้เป็นอันตรายแค่เฉพาะหน้า แต่อาจส่งผลเสียในระยะยาวต่อสุขภาพของกระต่าย

    1. ปัญหาในระบบทางเดินอาหาร: การกินอาหารที่มีน้ำตาลหรือแป้งสูงจะทำให้แบคทีเรียที่ดีในลำไส้ลดลง และแบคทีเรียที่ก่อโรคเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเสีย และภาวะลำไส้หยุดทำงาน (Stasis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
    2. โรคอ้วนและเบาหวาน: อาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูงจะทำให้กระต่ายมีน้ำหนักเกิน ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น ปัญหาที่ข้อต่อและโรคหัวใจ
    3. ปัญหาทางทันตกรรม: การขาดหญ้าแห้งซึ่งเป็นอาหารหลักสำหรับลับฟัน จะทำให้ฟันของกระต่ายยาวผิดปกติ (Malocclusion) และงอกทิ่มเข้าไปในเหงือกหรือส่วนอื่นๆ ของปาก ทำให้กระต่ายเจ็บปวดและไม่สามารถกินอาหารได้

    แนวทางการให้อาหารที่ถูกต้อง

    เพื่อสุขภาพที่ดีของกระต่าย ควรยึดหลักการให้อาหาร 3 อย่าง ดังนี้

    1. หญ้าแห้ง (Hay): หญ้าทิโมธี (Timothy Hay) หรือหญ้าอื่นๆ ควรเป็นอาหารหลักที่ให้กระต่ายกินตลอดเวลา เพราะมีไฟเบอร์สูง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ และยังช่วยลับฟันตามธรรมชาติ
    2. อาหารเม็ด (Pellets): ควรเลือกอาหารเม็ดสำหรับกระต่ายที่มีคุณภาพดี มีส่วนผสมของหญ้า และไม่มีธัญพืชหรือเมล็ดพืชเป็นส่วนประกอบหลัก
    3. ผักสด: ควรให้ผักสดในปริมาณที่เหมาะสม เช่น ผักกาดหอม ผักชีฝรั่ง และให้เป็นครั้งคราวเท่านั้น

    การป้องกันดีกว่าการรักษากระต่าย

    การทำความเข้าใจว่าอาหารชนิดไหนที่กระต่ายไม่ควรกินเด็ดขาด คือการปกป้องชีวิตของเพื่อนขนปุยที่คุณรัก การเลือกให้อาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการจะช่วยให้กระต่ายมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว และมีความสุข ไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหาสุขภาพที่สามารถป้องกันได้

    หากคุณไม่แน่ใจว่าอาหารชนิดใดปลอดภัยหรือไม่ ควรปรึกษาสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษเสมอ การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ

    บรรณานุกรม

    1. House Rabbit Society. (2024). Suggested Vegetables and Fruits for a Rabbit Diet. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://rabbit.org/suggested-vegetables-and-fruits-for-a-rabbit-diet/ [เข้าถึงเมื่อ 22 กันยายน 2568]. แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ให้รายการผักและผลไม้ที่ปลอดภัยและอันตรายสำหรับกระต่าย
    2. VCA Animal Hospitals. (2023). Rabbit Diet. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://vcahospitals.com/know-your-pet/rabbit-diet [เข้าถึงเมื่อ 22 กันยายน 2568]. บทความจากเครือโรงพยาบาลสัตว์ VCA ที่ให้ข้อมูลด้านโภชนาการสำหรับกระต่ายอย่างละเอียด และชี้แจงอาหารที่ไม่ควรให้
    3. American Veterinary Medical Association (AVMA). (2024). Rabbit Care. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.avma.org/resources-tools/pet-owners/petcare/rabbit-care [เข้าถึงเมื่อ 22 กันยายน 2568]. ข้อมูลจากสมาคมสัตวแพทย์แห่งอเมริกา ให้คำแนะนำด้านการดูแลสุขภาพกระต่าย รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่ปลอดภัยและอันตราย
    4. Merck Manual Veterinary Manual. (2024). Dietary and Nutritional Considerations in Rabbits. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.merckvetmanual.com/digestive-system/dietary-and-nutritional-considerations-in-rabbits/ [เข้าถึงเมื่อ 22 กันยายน 2568]. คู่มืออ้างอิงทางการแพทย์สัตว์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารและข้อควรพิจารณาทางโภชนาการในกระต่าย

    อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

  • กระต่ายสายพันธุ์ที่นิยมในประเทศไทยอีกสายพันธุ์หนึ่งคือ กระต่ายแคระ ND (Netherland Dwarf) ด้วยรูปร่างที่เล็กกะทัดรัด ขนปุกปุย และหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตา ดูแลง่าย ใช้พื้นที่น้อย ทำให้ใครหลายคนหลงรักตั้งแต่แรกเห็น แต่หลายคนก็ยังมีคำถามว่า “กระต่ายแคระ โตเต็มที่ได้เท่าไหน ราคาเท่าไหร่ และเลี้ยงยากไหม?”

    กระต่ายแคระ ND คืออะไร?

    รู้จัก “กระต่ายแคระ ND” โตเต็มที่ได้เท่าไหน ราคาเท่าไหร่ เลี้ยงยากไหม?

    กระต่ายแคระ ND (Netherland Dwarf) เป็นสายพันธุ์กระต่ายที่มีต้นกำเนิดจากประเทศเนเธอร์แลนด์ จุดเด่นคือมีรูปร่างเล็กที่สุดในบรรดากระต่ายสายพันธุ์ต่าง ๆ ศีรษะกลมสั้น ดวงตาโต ใบหูตั้งสั้น และน้ำหนักเบา จึงมักถูกเรียกว่า “กระต่ายแคระแท้” และสามารถเข้าประกวดกับงานประกวด ARBRในประเทศไทยได้อีกด้วย

    ด้วยความเล็กและลักษณะเฉพาะตัวนี้ ทำให้กระต่ายแคระ ND เป็นที่นิยมทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่อยากเลี้ยงสัตว์น่ารักในพื้นที่จำกัด เช่น คอนโดหรือบ้านขนาดเล็ก

    กระต่ายแคระ โตเต็มที่ได้เท่าไหร่?

    หลายคนเข้าใจผิดว่ากระต่ายแคระจะโตขึ้นมามีขนาดใกล้เคียงกระต่ายทั่วไป แต่จริง ๆ แล้ว กระต่ายแคระตอนโตยังคงมีรูปร่างเล็กมาก กระต่ายแคระ Netherland Dwarf เป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กประมาณ 1.2 กิโลกรัม หากคุณเห็นกระต่าย ND ที่ไหนแล้วถูกใจ ก็สามารถสอบถามกับเจ้าของก่อนได้เลยว่า ทรงของพ่อแม่พันธุ์มีหน้าตาอย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ

    • น้ำหนักโตเต็มที่: โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8 – 1.2 กิโลกรัม เท่านั้น
    • ขนาดลำตัว: สั้นกะทัดรัด หัวกลม ขาสั้น
    • ใบหู: สั้นเพียง 2 – 3 นิ้ว ไม่ยาวเหมือนสายพันธุ์อื่น

    กระต่ายแคระ ราคาเท่าไหร่?

    ราคาของ กระต่ายแคระ ND จะแตกต่างกันไปตามสี ขน และสายเลือด ควรเลือกซื้อจากฟาร์มมากกว่าจากร้านทั่วไป เพราะเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีราคา และอายุยืน เหมาะกับการหาเพื่อนไว้ให้เด็กๆ ที่บ้าน หรือเลี้ยงเป็นเพื่อนเล่นกับเราในหอพักหรือคอนโด

    • ราคาทั่วไปในไทย: ประมาณ 2,500 – 5,000 บาท
    • สายเลือดแท้ (มี pedigree): อาจสูงถึง 6,000 – 15,000 บาท ขึ้นไป
    • สีหายาก เช่น หูขาว (Vienna Marked), Blue, Chocolate, Lilac อาจมีราคาสูงกว่าทั่วไป

    กระต่ายแคระ เลี้ยงยากไหม?

    รู้จัก “กระต่ายแคระ ND” โตเต็มที่ได้เท่าไหน ราคาเท่าไหร่ เลี้ยงยากไหม?

    หนึ่งในคำถามยอดฮิตคือ “กระต่ายแคระ เลี้ยงยากไหม?” คำตอบคือ ไม่ยากเกินไป แต่ต้องมีความเข้าใจในพฤติกรรมและการดูแลที่ถูกต้อง

    สิ่งที่ต้องเตรียม

    • กรงขนาดพอเหมาะ: ไม่ต้องใหญ่มาก แต่ควรมีพื้นที่ให้กระต่ายขยับตัวได้
    • อาหารหลัก: หญ้าแห้ง (Timothy, Alfalfa) และอาหารเม็ดคุณภาพ
    • น้ำสะอาด: ควรมีตลอดเวลา
    • ที่ขับถ่าย: กระต่ายสามารถฝึกให้ใช้กระบะทรายได้

    ความใส่ใจพิเศษ

    • กระต่ายแคระเป็นสัตว์ที่ไวต่ออุณหภูมิ ควรเลี้ยงในที่ไม่ร้อนเกิน 28°C
    • ต้องการพื้นที่ปล่อยวิ่งเล่นนอกกรงวันละ 1–2 ชั่วโมง
    • ไม่ควรอุ้มผิดวิธี เพราะอาจทำให้กระต่ายตกใจและบาดเจ็บได้

    กระต่ายแคระ มีอายุกี่ปี?

    โดยทั่วไป กระต่ายแคระ ND มีอายุเฉลี่ย 7 – 10 ปี หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งอาหารที่ถูกต้อง สภาพแวดล้อมที่ดี และการพาไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์เป็นประจำ

    ทำไมกระต่ายแคระ ND ถึงน่าเลี้ยง?

    • ขนาดเล็ก น่ารัก โตเต็มที่ก็ยังเล็กกะทัดรัด
    • ไม่กินพื้นที่เลี้ยง เหมาะกับบ้านหรือคอนโด
    • ราคาหลากหลาย เลือกได้ตามงบประมาณ
    • อายุยืน หากดูแลดีสามารถอยู่กับเราได้เป็น 10 ปี

    ดังนั้น หากคุณกำลังมองหาสัตว์เลี้ยงที่ไม่ใหญ่เกินไป เลี้ยงในบ้านได้ และมีเสน่ห์เฉพาะตัว กระต่ายแคระ ND คือคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ

    Read More :

  • กระต่ายหูตก ฮอลแลนด์ลอป (Holland Lop) ได้ถูกนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงในไทยประมาณ 15 ปี และมีฟาร์มคนไทยได้พัฒนาสายพันธุ์น้องให้เหมาะกับสภาพอากาศของประเทศไทย โดยแรกเริ่ม พ่อพันธุ์แม่พันธุ์มีราคาสูง หลักหมื่น ถึงหลักแสน ปัจจุบันนี้สามารถเลือกซื้อพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ในราคาที่จับต้องได้ รวมถึงหากต้องการนำมาเลี้ยงเล่นเป็นสัตว์เลี้ยงคู่ใจ กระต่ายหูตก ฮอลแลนด์ลอป ก็ตอบโจทย์คนที่อยากมีสัตว์เลี้ยงผู้ซื่อสัตย์

    หนึ่งในสายพันธุ์กระต่ายที่คนไทยนิยมเลี้ยงมากที่สุดก็คือ กระต่ายหูตก ฮอลแลนด์ลอป (Holland Lop) เพราะลักษณะพิเศษคือใบหูที่ตกลงมาด้านข้าง ต่างจากกระต่ายพันธุ์อื่น ๆ ที่หูตั้งตรง ทำให้ดูน่ารัก อ่อนโยน และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่หลายคนยังสงสัยว่า กระต่ายหูตก หมายถึงอะไร เป็นพันธุ์ไหน ตัวใหญ่แค่ไหน และสีไหนฮิตที่สุดในไทย? มาหาคำตอบกันในบทความนี้

    กระต่ายหูตก หมายถึงอะไร?

    คำว่า “กระต่ายหูตก” หมายถึงกระต่ายที่มีลักษณะใบหูห้อยลงด้านข้าง ไม่ตั้งขึ้นเหมือนกระต่ายทั่วไป โดยสายพันธุ์ที่โด่งดังที่สุดก็คือ ฮอลแลนด์ลอป (Holland Lop) ซึ่งถูกพัฒนาสายพันธุ์ในเนเธอร์แลนด์และได้รับความนิยมไปทั่วโลก ขนาดของกระต่ยหูตก มีตั้งแต่ 1.5 – 5 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของกระต่ายที่ฟาร์มนำมาพัฒนาสายพันธุ์

    รู้จักกระต่ายหูตก ฮอลแลนด์ลอป สีอะไรฮิตสุด?

    กระต่ายหูตก พันธุ์อะไร?

    กระต่ายหูตกไม่ได้หมายถึง Holland Lop อย่างเดียว ในประเทศที่พัฒนากระต่ายเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงยังมีสายพันธุ์จากฝรั่งเศสที่เรียกว่า เฟรนช์ลอป French Lop ซึ่งมีตัวขนาดใหญ่ ขนแน่น มีเหนียง และพุงน่าจก หรือถ้าหากใครชอบกระต่ายหูตกขนาดเล็กๆ ก็ต้องเลือก มินิลอป (Mini Lop) เป็นกระต่ายขนาดเล็ก ถึงกลางๆ ใบหูตกเช่นกัน

    กระต่ายหูตก ตัวใหญ่แค่ไหน?

    กระต่ายหูตกแต่ละพันธุ์มีขนาดแตกต่างกัน สามารถเลือกได้จากพื้นที่เลี้ยง เพื่อวางคอกและกรง กระต่ายหูตกสายพันธุ์ต่างๆ มีขนาดตัวดังนี้

    • ฮอลแลนด์ลอป (Holland Lop): น้ำหนักโตเต็มที่ประมาณ 1.5 – 2 กิโลกรัม
    • เฟรนช์ลอป (French Lop): ตัวใหญ่กว่า อาจหนักถึง 4 – 6 กิโลกรัม
    • มินิลอป (Mini Lop): อยู่ระหว่างกลาง ประมาณ 2 – 3 กิโลกรัม

    กระต่ายหูตก สีอะไรฮิตสุด?

    สิ่งที่ทำให้กระต่ายหูตกได้รับความนิยมมากขึ้น คือการมีหลากหลายสีสันที่น่ารัก ไม่ว่าจะเป็น สีเทา สีขาว สีดำ หรือสีผสม (Broken Color) ซึ่งล้วนเป็นที่นิยมทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะฉะนั้นหากเจอสีที่ถูกใจแล้วก็ต้องรีบจับจอง ไม่เช่นนั้นแล้วจะต้องต่อท้ายแถว รอคิวใหม่อีกยาวทีเดียวค่ะ

    สีที่คนนิยมเลี้ยงมากที่สุด ได้แก่

    • กระต่ายหูตก สีเทา (Gray / Blue Gray): คลาสสิก ดูเรียบหรูและเลี้ยงง่าย
    • สีขาว (White / REW): ตาแดงหรือฟ้า ขนขาวสะอาด ดูน่ารักโดดเด่น
    • สีดำ (Black): ขนเงางาม ดูแข็งแรง
    • Broken (มีลายผสม): เช่น ขาวสลับดำ ขาวสลับน้ำตาล ทำให้ดูมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร

    กระต่ายหูตก ฮอลแลนด์ลอป ราคาเท่าไหร่?

    ราคาของกระต่ายหูตก ฮอลแลนด์ลอป ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ สี และฟาร์มที่เพาะพันธุ์ วิธีการเลือก เลือกจากฟาร์ม เลือกจากราคา หรือเลือกจากรูปทรงที่จะนำไปพัฒนาต่อ หากต้องการกระต่ายเพื่อเลี้ยงเล่นทั่วไป ราคาอยู่ที่ 2000 – 3,500 บาท และต่ายที่นำไปพัฒนาสายพันธุ์ต่อได้มีราคา 3,000 บาท ขึ้นไป

    • ราคาทั่วไป (ไม่มีใบเพ็ด): เริ่มต้น 2,000 – 3,500 บาท
    • สายพันธุ์แท้ (มีใบ Pedigree): ประมาณ 4,000 – 8,000 บาท
    • สีพิเศษหรือหายาก: อาจสูงกว่า 10,000 บาท

    กระต่ายหูตก กินอะไรได้บ้าง?

    การเลี้ยงกระต่ายหูตกให้สุขภาพดี ต้องใส่ใจเรื่องอาหารเป็นพิเศษ เพื่อบำรุงขน บำรุงกล้ามเนื้อ ซึ่งแบ่งออกเป็นอาหารเม็ด และหญ้า อย่าลืมว่าอาหารหลักของกระต่ายเป็นหญ้าแห้งเท่านั้น ไม่ควรให้ผักสดหรืออาหารมนุษย์ เพราะจะทำให้ลำไส้ของกระต่ายมีปัญหานั่นเอง มาดูกันว่ากระต่ายหูตกกินอะไรเป็นอาหาร

    อาหารหลักของกระต่ายหูตก

    • หญ้าแห้ง (Timothy, Alfalfa) – เป็นอาหารที่สำคัญที่สุด
    • อาหารเม็ดสำหรับกระต่าย – ควรเลือกสูตรคุณภาพสูง

    อาหารเสริมของกระต่ายหูตก

    • ผักใบเขียว เช่น ผักสลัด คะน้า ใบโหระพา
    • ผลไม้บางชนิด เช่น แอปเปิ้ล แครอท (ให้ในปริมาณน้อย)

    อาหารที่ไม่ควรให้ของกระต่ายหูตก

    • ของหวาน ขนมปัง ข้าว
    • ผักที่มีก๊าซสูง เช่น กะหล่ำปลี หอมหัวใหญ่
    • อาหารคนหรืออาหารสัตว์ชนิดอื่น

    ทำไมกระต่ายหูตก ฮอลแลนด์ลอปถึงน่าเลี้ยง?

    กระต่ายหูตกเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความฉลาดไม่ต่างจากสุนัข ซึ่งหากคุณมองหาสัตว์เลี้ยงที่ไม่ส่งเสียงร้องรบกวนทั้งคุณและเพื่อนบ้าน ก็เหมาะสมที่จะเลี้ยงในห้องนอน ซึ่งกระต่ายหูตกมีรูปลักษณ์เหมือนตุ๊กตา ตัวไม่ใหญ่เกินไป เลี้ยงในบ้านหรือคอนโดได้ มีหลากหลายสีให้เลือก และราคาเข้าถึงได้ ตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป เลี้ยงไม่ยาก แค่มีหญ้า อาหารเม็ด น้ำสะอาด และความใส่ใจเองค่ะ

    หากคุณกำลังมองหาสัตว์เลี้ยงที่เป็นเพื่อนคลายเหงาในบ้าน กระต่ายหูตก ฮอลแลนด์ลอป คือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด 🐇💖

  • การเลือกอาหารที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเลี้ยงกระต่าย เพราะโภชนาการที่ดีช่วยให้กระต่ายแข็งแรง ขนสวย และมีสุขภาพระบบย่อยอาหารที่สมบูรณ์ บทความนี้จะพาคุณมารู้จักกับ อาหารกระต่าย CHA BROWN RABBIT สำหรับทุกช่วงวัย ที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ ความปลอดภัย และความอร่อยที่เจ้ากระต่ายชื่นชอบ

    อาหารกระต่าย CHA BROWN RABBIT สำหรับทุกช่วงวัย อึไม่เหม็น
    สั่งซื้อได้ที่ SHOPEE

    การเลือกอาหารที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเลี้ยงกระต่าย เพราะโภชนาการที่ดีช่วยให้กระต่ายแข็งแรง ขนสวย และมีสุขภาพระบบย่อยอาหารที่สมบูรณ์ บทความนี้จะพาคุณมารู้จักกับ อาหารกระต่าย CHA BROWN RABBIT สำหรับทุกช่วงวัย ที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ ความปลอดภัย และความอร่อยที่เจ้ากระต่ายชื่นชอบ

    รายละเอียดสินค้า CHA BROWN RABBIT

    • ชื่อผลิตภัณฑ์: CHA BROWN RABBIT อาหารกระต่าย
    • น้ำหนักสุทธิ: 1 กิโลกรัม
    • บรรจุภัณฑ์: ถุงซิปล็อคคุณภาพสูง ป้องกันอากาศและสิ่งสกปรกจากภายนอก ช่วยรักษาความสดใหม่ วางง่าย ไม่หกเลอะ

    อาหารชนิดนี้เหมาะสำหรับ กระต่ายทุกช่วงวัย ทุกสายพันธุ์ ผ่านกระบวนการผลิตด้วย Extrusion Technology ที่ช่วยให้อาหารอัดแน่น ขนาดเม็ดได้มาตรฐาน ทำให้กระต่ายขบเคี้ยวได้สมดุล และช่วยป้องกันการเลือกกินหรือคุ้ยเขี่ยอาหารทิ้ง

    จุดเด่นและประโยชน์ของอาหารกระต่าย CHA BROWN RABBIT

    🌿 1. วัตถุดิบจากธรรมชาติ 100%

    มั่นใจได้ในคุณภาพ เพราะใช้วัตถุดิบธรรมชาติ ปลอดภัยสำหรับกระต่าย

    🌱 2. หญ้าทิมโมธี & แครอท

    • หญ้าทิมโมธี (Timothy Hay): มีไฟเบอร์สูง โปรตีนต่ำ เหมาะต่อระบบย่อยอาหาร ลดโอกาสเกิดภาวะลำไส้อุดตัน
    • แครอท (Carrot): อุดมด้วยเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามิน A และมีใยอาหารที่ดีต่อระบบทางเดินอาหาร

    🌼 3. สารสกัดยัคค่า (Yucca Extract)

    ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในมูลกระต่าย และทำให้การขับถ่ายเป็นก้อนปกติ

    🦠 4. โปรไบโอติก

    เสริมสุขภาพลำไส้ของกระต่าย กระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานดียิ่งขึ้น

    💊 5. วิตามินและแร่ธาตุครบถ้วน

    ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มความแข็งแรงและสุขภาพโดยรวมของกระต่าย

    ✨ 6. น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ (Flaxseed Oil)

    อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6 ช่วยบำรุงสุขภาพผิวหนังและทำให้ขนของกระต่ายเงางาม

    เหมาะสำหรับกระต่ายทุกช่วงวัย

    ไม่ว่ากระต่ายของคุณจะเป็น วัยเด็ก วัยรุ่น หรือโตเต็มวัย ก็สามารถทานได้ เพราะอาหาร CHA BROWN RABBIT ถูกออกแบบมาเพื่อให้โภชนาการครบถ้วนในทุกช่วงชีวิต

    📌 ขนาดเม็ดมาตรฐาน ลดปัญหาการเลือกกินและคุ้ยเขี่ยทิ้ง ทำให้กระต่ายได้รับสารอาหารครบถ้วนทุกคำที่กิน

    วิธีการเก็บรักษา

    • เก็บในที่แห้งและอากาศถ่ายเทสะดวก
    • หลีกเลี่ยงความร้อนและความชื้นสูง
    • ปิดซิปล็อคทุกครั้งหลังใช้งาน เพื่อคงความสดใหม่ของอาหาร

    ทำไมต้องเลือกอาหารกระต่าย CHA BROWN RABBIT?

    ✅ วัตถุดิบจากธรรมชาติ 100%
    ✅ เหมาะกับกระต่ายทุกสายพันธุ์ ทุกช่วงวัย
    ✅ ช่วยเสริมระบบย่อยอาหารและสุขภาพลำไส้
    ✅ ลดกลิ่นมูลไม่พึงประสงค์
    ✅ ขนสวย สุขภาพแข็งแรง

    อาหารกระต่าย CHA BROWN RABBIT สำหรับทุกช่วงวัย เป็นทางเลือกที่เจ้าของกระต่ายไม่ควรพลาด เพราะรวมคุณค่าทางโภชนาการ วิตามิน และใยอาหารครบถ้วนในถุงเดียว ช่วยให้กระต่ายของคุณมีสุขภาพดี ร่าเริง และอยู่กับคุณไปนาน ๆ 🐇💚

    อาหารกระต่าย CHA BROWN RABBIT สำหรับทุกช่วงวัย อึไม่เหม็น
    รับส่วนลด 10% SHOPEE | LAZADA | TIKTOK SHOP
  • การเลี้ยงกระต่ายสายพันธุ์แท้ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ใช้ประกวด เช่น Netherland Dwarf, Holland Lop, Mini Rex ฯลฯ หากต้องการความน่าเชื่อถือในระดับสากล การจดทะเบียนฟาร์มกับ The American Rabbit Breeders Association (ARBA) ถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะเป็นสมาคมที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้านการเพาะพันธุ์กระต่าย

    บทความนี้จะพาคุณมารู้จักขั้นตอน การจดทะเบียนฟาร์มกระต่ายกับ ARBA และคำนวณค่าใช้จ่าย เป็นเงินไทย เพื่อให้คุณเตรียมตัวได้ง่ายขึ้น

    ARBA คืออะไร?

    ARBA (The American Rabbit Breeders Association, Inc.) คือสมาคมผู้เพาะพันธุ์กระต่ายที่ก่อตั้งในสหรัฐอเมริกา มีหน้าที่:

    • กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์กระต่าย (Breed Standards)
    • จัดงานประกวดกระต่ายระดับโลก (ARBA Convention)
    • ออกเอกสารรับรองสายพันธุ์และฟาร์ม (Rabbitry Registration)
    • เป็นเครือข่ายนักเพาะพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุด

    เมื่อคุณ จดทะเบียนฟาร์มกับ ARBA ฟาร์มของคุณจะมีชื่อถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลสากล และมี เลขทะเบียนฟาร์ม (Rabbitry Number) ที่ไม่ซ้ำกับใคร

    ขั้นตอนการจดทะเบียนฟาร์มกระต่ายกับ ARBA

    1. สมัครสมาชิก ARBA

    • ผู้ที่จะจดทะเบียนฟาร์มได้ ต้องเป็นสมาชิก ARBA ก่อน
    • สำหรับผู้เลี้ยงกระต่ายในต่างประเทศ (รวมไทย) ใช้ประเภท International Adult Membership

    ค่าสมาชิก ARBA: 30 USD ต่อปี

    2. เลือกชื่อฟาร์ม (Rabbitry Name)

    • ต้องเลือกชื่อฟาร์มที่ไม่ซ้ำกับผู้อื่น
    • ARBA จะตรวจสอบและอนุมัติให้คุณใช้ชื่ออย่างเป็นทางการ

    3. กรอกแบบฟอร์มจดทะเบียนฟาร์ม

    • ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจากเว็บไซต์ arba.net
    • กรอกข้อมูลชื่อฟาร์ม, เจ้าของ, ที่อยู่ และเลขสมาชิก ARBA

    4. ชำระค่าธรรมเนียมจดทะเบียนฟาร์ม

    • ค่าจดทะเบียนฟาร์ม (Rabbitry Registration Fee) = 10 USD
    • รวมกับค่าสมาชิก = 40 USD

    5. รอรับใบรับรอง (Certificate of Rabbitry Registration)

    • หลังการอนุมัติ คุณจะได้รับ ใบรับรองฟาร์ม พร้อมตราประทับและลายเซ็น Director ของ ARBA
    • ใช้เป็นเอกสารยืนยันความน่าเชื่อถือในการเพาะพันธุ์

    รวมค่าใช้จ่ายเป็นเงินไทย

    ณ อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 1 USD ≈ 32.09 บาท

    • ค่าสมาชิก ARBA (International Adult Membership) = 30 USD ≈ 963 บาท
    • ค่าจดทะเบียนฟาร์ม (Rabbitry Registration Fee) = 10 USD ≈ 321 บาท

    รวมทั้งหมด ≈ 1,284 บาท

    (ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตหรือ PayPal และค่าจัดส่งเอกสาร)

    ทำไมควรจดทะเบียนฟาร์มกระต่ายกับ ARBA?

    ทำไมควรจดทะเบียนฟาร์มกระต่ายกับ ARBA?
    1. เพิ่มความน่าเชื่อถือ – ฟาร์มของคุณถูกบันทึกอย่างเป็นทางการในสมาคมระดับโลก
    2. สร้างแบรนด์ – ใช้ชื่อฟาร์มและเลขทะเบียนในการขายหรือประกวดกระต่าย
    3. เข้าถึงเครือข่ายผู้เพาะพันธุ์สากล – ติดต่อแลกเปลี่ยนสายพันธุ์กับฟาร์มต่างประเทศได้ง่ายขึ้น
    4. รองรับการเพาะพันธุ์มาตรฐาน – เหมาะสำหรับผู้ที่จริงจังในการเพาะพันธุ์เพื่อประกวด

    การ จดทะเบียนฟาร์มกระต่ายกับ ARBA เป็นการยกระดับฟาร์มของคุณให้อยู่ในมาตรฐานสากล มีขั้นตอนง่าย ๆ คือ สมัครสมาชิก → เลือกชื่อฟาร์ม → กรอกแบบฟอร์ม → ชำระค่าธรรมเนียม → รอรับใบรับรอง

    💰 ค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ประมาณ 1,284 บาท (ตามค่าเงินปัจจุบัน) ถือว่าคุ้มค่า สำหรับการสร้างความน่าเชื่อถือและต่อยอดการเพาะพันธุ์ในระยะยาว

    👉 หากคุณสนใจสมัคร สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ ARBA.net เพื่อดาวน์โหลดแบบฟอร์มและเริ่มต้นได้เลย