หากคุณกำลังตัดสินใจเลือกกระต่ายจากความสวยงามเพื่อการประกวด โดยเฉพาะสายพันธุ์ ND (Netherlands Dwarf) สายพันธุ์หลักที่พูดถึงในเว็บไซต์นี้ บทความนี้ขอนำมาตรฐานการประกวดกระต่ายแคระ ND มาให้เพื่อนๆ ได้ศึกษาเพื่อใช้เลือกลูกๆ ได้ตามความต้องการ
หลายๆ ฟาร์มในประเทศไทยได้พัฒนาเป็น Master Breeder ที่ผลิตลูกกระต่ายสวยงามได้ตรงตามมาตรฐาน ARBA มีลูกกระต่ายสวยๆ ส่งกลับไปขายที่สหรัฐอเมริกา โดยเกณฑ์กติกาที่ใช้วัดความสวยงามของกระต่าย ND (Netherlands Dwarf) ได้แก่
สัดส่วนการให้คะแนน (Point Schedule)
คะแนนเต็มของการประกวดกระต่ายอยู่ที่ 100 คะแนน โดยนักพัฒนาสายพันธุ์ในประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับหัว หู และร่างกาย เพราะเป็นจุดหลักที่ได้คะแนนสูงสุด
- ร่างกาย (Body): 30 คะแนน
- หัว (Head): 15 คะแนน
- หู (Ears): 15 คะแนน
- ดวงตา (Eyes): 5 คะแนน
- ขน (Fur): 10 คะแนน
- สีและมาร์คกิ้ง (Color & Markings): 15 คะแนน
- สุขภาพ/ความสมบูรณ์ (Condition): 10 คะแนน
- รวม: 100 คะแนน
ลักษณะทางกายภาพที่ “สมบูรณ์แบบ”
ของกระต่ายแคระเกรดประกวด
ร่างกาย (Body) – 30 คะแนน แบ่งออกเป็นอะไรบ้าง?
ส่วนของร่างกาย ถ้าเราได้สัมผัสกระต่ายตัวที่ได้รางวัลตามเกณฑ์ ARBA ก็จะรู้ว่ามีช่วงลำตัว ไหล่ และขาที่บาลานซ์กันตามสัดส่วนดังนี้
- ต้องมีลักษณะ “Cobby” คือ ตัวสั้น กระชับ กลมมน
- ช่วงไหล่ต้องกว้างและหนาเท่ากับช่วงท้าย (Hindquarters)
- เส้นหลังต้องโค้งมนสม่ำเสมอตั้งแต่ต้นคอไปจนถึงหาง
- น้ำหนัก: ตามมาตรฐาน ARBA น้ำหนักตัวเต็มวัยที่เหมาะสมที่สุด (Ideal Weight) คือ ไม่เกิน 2 ปอนด์ (ประมาณ 0.9 กิโลกรัม) และห้ามเกิน 2.5 ปอนด์ (1.13 กิโลกรัม)
หัว (Head) – 15 คะแนน
หัวของกระต่ายเป็นตำแหน่งต้นๆ ที่คณะกรรมการจะตรวจสอบ โดยต้องมีขนาดที่สมดุลย์กับร่างกาย ดังนี้
- ต้องใหญ่และกลมสมดุลกับขนาดตัว
- หน้าสั้นและแบน (Brachycephalic) มองจากด้านข้างต้องเห็นความโค้งมนชัดเจน
- ตำแหน่งหัวต้องติดกับไหล่ให้มากที่สุด (ดูเหมือนไม่มีคอ)
หู (Ears) – 15 คะแนน
กรรมการ ARBA จะมีสายวัดหรือไม้บรรทัดสำหรับวัดหูของกระต่าย โดยกระต่ายแคระสายพันธุ์ ND เป็นกระต่ายหูตั้ง ใน 15 คะแนน แย่งออกเป็น
- ต้องสั้นและตั้งตรง (Ideal length คือ ไม่เกิน 2 นิ้ว)
- เนื้อหูต้องหนา มีขนคลุมเต็ม และปลายหูมน
- ตำแหน่งหูต้องวางอยู่บนส่วนยอดของหัวอย่างสมดุล ไม่กางออก
ดวงตา (Eyes) – 5 คะแนน
ดวงตาของกระต่ายไม่ว่าจะเป็น ขาวตาฟ้า ขาวตาแดง หรือตาสีดำปกติ ก็ต้องมีลักษณะกลมโต สดใส ตามสายพันธุ์ ดังนี้
- ต้องกลม โต และสดใส (Bold & Bright)
- สีตาต้องตรงตามมาตรฐานของสีขนแต่ละประเภท (Varieties)
ขน (Fur) – 10 คะแนน
กระต่ายแคระ ND เกรดประกวด ที่เหมาะสมกับการเข้าประกวดมากที่สุดควรเลี้ยงในห้องแอร์อากาศเย็น 20 – 24 องศาตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาระดับความหนาของขน และเมื่อกรรมการลูบขน ขนจะย้อนกลับมาได้รูป หนานุ่ม ไม่มีสีเขม่าอื่นแทรก ดังนี้
- ขนกระต่ายเข้าลักษณะประเภท Rollback คือ เมื่อใช้วือลูบย้อนขน ขนต้องค่อยๆ เคลื่อนกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมอย่างนุ่มนวล
- ขนต้องหนาแน่น สั้น และนุ่มลื่น
ข้อบกพร่องที่ทำให้กระต่าย ND ถูกคัดออก (Disqualifications – DQ)
หากกระต่ายมีลักษณะเหล่านี้ จะไม่สามารถลงประกวดหรือจัดว่าเป็นเกรดโชว์ได้:
- หูยาวเกิน 2.5 นิ้ว
- น้ำหนักเกิน 2.5 ปอนด์
- ตัวยาว ผอม หรือไหล่แคบ
- ตาขุ่น มีต้อ หรือสีตาไม่ตรงตามสายพันธุ์
- ฟันสบกันผิดปกติ (Malocclusion)
การที่กระต่ายไทยสามารถชนะรางวัลในงานที่กรรมการ ARBA มาตัดสินได้บ่อยๆ แสดงว่าเราสามารถคุมพันธุกรรมให้หัวกลมโตและหูสั้นตามเกณฑ์นี้ได้เป๊ะมาก
สีกระต่ายแคระ ND ที่ประกวดได้ มีอะไรบ้าง?

ตามมาตรฐาน ARBA (American Rabbit Breeders Association) สีของกระต่าย Netherland Dwarf (ND) ที่สามารถส่งเข้าประกวดได้ ถูกแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก (Groups) รวมแล้วกว่า 20-30 เฉดสี (Varieties) หากสีไหนไม่อยู่ในกลุ่มเหล่านี้ หรือมีลักษณะสีผสมกันมั่วซั่ว จะเรียกว่า “สีไม่มาตรฐาน” และจะถูกตัดสิทธิ์จากการประกวดทันที (Disqualified)
1. กลุ่ม Self (สีพื้นสีเดียวตลอดตัว)
กลุ่มนี้กระต่ายจะมีสีเดียวตั้งแต่ปลายจมูกจนถึงปลายหาง รวมถึงสีท้องด้วย
- White (REW): ขาวตาแดง (Ruby Eyed White)
- White (BEW): ขาวตาฟ้า (Blue Eyed White) – เป็นสีที่นิยมมากในไทย
- Black: ดำสนิท (ห้ามมีขนสีอื่นแซม)
- Blue: เทาเข้ม (คล้ายสีสังกะสีหรือสีดอกเลา)
- Chocolate: น้ำตาลเข้มเหมือนช็อกโกแลต
- Lilac: เทาอมชมพูจางๆ (สีหายาก)
2. กลุ่ม Shaded (สีไล่เฉด)
สีกลุ่มนี้จะเข้มที่บริเวณใบหน้า หู ขา และหาง (Points) แล้วค่อยๆ จางลงที่ลำตัว
- Siamese Sable: ตัวสีน้ำตาลซีเปีย จุดแต้มสีน้ำตาลเข้ม
- Siamese Smoke Pearl: ตัวสีเทาควันบุหรี่ จุดแต้มสีเทาเข้ม
- Sable Point: ตัวสีครีมขาว จุดแต้มสีน้ำตาล (คล้ายแมววิเชียรมาศ)
- Tortoise Shell (Tort): สีส้มอมน้ำตาล มีเฉดดำหรือเทาที่ชายน้ำและใบหน้า
3. กลุ่ม Agouti (สีเลียนแบบธรรมชาติ)
เป็นกลุ่มที่มี “วงสี” ในเส้นขน (Rings) หากเป่าขนดูจะเห็นเป็นชั้นสี
- Chestnut: สีน้ำตาลแดง (เหมือนกระต่ายป่า)
- Chinchilla: สีเทาขาวสลับดำ (เหมือนหนูชินชิลล่า)
- Opal: สีฟ้าอมเทา ผิวขนด้านบนเป็นสีเงิน
- Squirrel: สีเทาควันบุหรี่สลับขาว
- Lynx: สีส้มอ่อนเคลือบด้วยสีเงิน
4. กลุ่ม Tan Pattern (สีที่มีมาร์คกิ้งเฉพาะ)
กลุ่มนี้จะมีสีพื้นเข้ม แต่อก ท้อง รอบดวงตา และรูจมูก จะมีสีสว่างตัดกันชัดเจน
- Otter (Black, Blue, Choc, Lilac): สีออตเตอร์ (หลังเข้ม ท้องขาว/ครีม) – สี Black Otter เป็นสีที่กวาดรางวัลในไทยบ่อยมาก
- Tan: สีพื้นเข้ม ตัดกับท้องสีส้มแดงเข้ม (สีนี้หาตัวสวยๆ ยากและท้าทายนักบรีดมาก)
- Silver Marten: คล้ายออตเตอร์แต่ส่วนที่สว่างจะเป็นสีขาวเงินสนิท
5. กลุ่ม Any Other Variety (AOV)
กลุ่มสีอื่นๆ ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน
- Himalayan: ตัวขาวจั๊ว ตาแดง มีแต้มสีดำหรือน้ำเงินที่จมูก หู ขา และหาง
- Orange: สีส้มสว่าง ท้องขาว
- Fawn: สีส้มอ่อนพาสเทล (สีละมุน)
- Steel: สีดำหรือเทาที่มีปลายขนเป็นสีทองหรือเงิน (Ticking)
- Broken: สีขาวแต้มด้วยสีอื่นๆ ใน 4 กลุ่มข้างต้น (แต้มต้องกระจายตัวตามสัดส่วนที่กำหนด)
หากเพื่อนๆ ต้องการกระต่ายแคระ ND เกรดโชว์ แนะนำว่าต้องไปเดินงานประกวดกระต่ายบ่อยๆ เพื่อจะได้รู้จักกับนักพัฒนาสายพันธุ์ ได้รับคำปรึกษาโดยตรง ซึ่งราคากระต่ายแคระ ND เกรดประกวด เริ่มต้น 8,000 – 10,000 บาทขึ้นไปในฟาร์มใหม่ๆ ส่วนฟาร์มที่มีชื่อเสียงแล้วปล่อยกระต่ายเกรดประกวดราคาเริ่มต้น 15,000 – 20,000 บาทขึ้นไป ถ้าเจอถูกกว่านั้นก็ให้พิจารณาเรื่องความสวยงาม ใบเพ็ด และไปดูตัวจริงที่ฟาร์มก่อน เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ว่าสินค้าไหนๆ ก็มีมิจฉาชีพทั้งนั้นค่ะ

